Bitcoin Addict เปลี่ยนเว็บไซต์ใหม่เป็น www.bitcoinaddict.com
Ripple (XRP) เป็นหนึ่งในบริษัทที่มุ่งให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินข้ามพรมแดนแก่ธนาคารและสถาบันการเงิน โดยมี XRP เป็นโทเค็นดั้งเดิมของเครือข่าย เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนระหว่างสกุลเงิน Fiat สำหรับลูกค้า และปัจจุบันยังติดอยู่ในสกุลเงินดิจิทัล 10 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดมาอย่างต่อเนื่อง
Ripple เป็นแพลตฟอร์มแบบกระจายอำนาจที่ช่วยให้เราสามารถโอนสกุลเงินดิจิทัลและสกุลเงิน fiat ข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องมีคนกลาง ซึ่ง Ripple ยังเป็นที่รู้จักในด้านโปรโตคอลการชำระเงินดิจิทัลและ XRP ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลดั้งเดิม
แพลตฟอร์มได้รับการพัฒนาโดย Ripple Labs โดยมีสององค์ประกอบหลักได้แก่ : RippleNet และ XRP Ledger (XRPL)
XRP ดำเนินงานภายใต้โปรโตคอล Ripple Ledger Consensus (RPCA) โดยจะช่วยเพิ่มความเร็วของการตรวจสอบธุรกรรม และไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อนเท่ากับ Proof-of-Work/ POW หรือ Proof-of-Stake/ POS
ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ XRP คือมีการขุดล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา โดยโทเค็น XRP มีทั้งหมด 100,000,000,000 XRP ถูกสร้างไว้ล่วงหน้าและพร้อมใช้งานในปี 2012
ต่อมาในปี 2011 และ RipplePay ได้รับความสนใจจาก Jed McCaleb โปรแกรมเมอร์และผู้ประกอบการ ที่ต้องการสร้างโซลูชันสกุลเงินดิจิทัลที่ผสานรวมกับการเงินแบบดั้งเดิมได้อย่างราบรื่น และในปี 2012 McCaleb ก็ได้ร่วมมือกับ Chris Larsen ผู้มีประสบการณ์ด้าน Fintech เพื่อร่วมก่อตั้ง OpenCoin
Chris Larsen และ Jed McCaleb ตระหนักดีว่าระบบการเงินทั่วโลกกำลังจะถูก disrupt และเทคโนโลยีบล็อกเชนก็มีศักยภาพในการปฏิวัติวิธีการโอนเงินและการทำธุรกรรมทางการเงินที่มหาศาล
และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง พวกเขาจึงได้สร้างโซลูชันที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน กับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของเทคโนโลยีบล็อกเชน
ภารกิจของพวกเขาคือการพัฒนาโปรโตคอลสำหรับการชำระเงินดิจิทัล นั่นจึงนำไปสู่การเปิดตัวโปรโตคอล Ripple ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนโดยใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน และด้วยโปรโตคอลนี้ก็ทำให้เกิด XRP ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลของ Ripple ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนเงินระหว่างประเทศที่รวดเร็วและคุ้มค่ากว่าระบบเดิม
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานของ Ripple ก็คือ Ripple Protocol ซึ่งทำหน้าที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยี โดยโปรโตคอลนี้ใช้กลไก consensus ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองและแตกต่างจากเครือข่ายบล็อกเชนอื่น ๆ โดย Ripple ใช้อัลกอริธึมที่เรียกว่า Ripple Protocol Consensus Algorithm (RPCA)
ใน RPCA นั้น แต่ละเซิร์ฟเวอร์บนเครือข่ายจะรวบรวมชุดธุรกรรมอย่างอิสระ ซึ่งไม่รวมอยู่ในการบักทึกก่อนหน้านี้ จากนั้นจะถูกแชร์กับ Unique Node List (UNL) ของเซิร์ฟเวอร์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม
เซิร์ฟเวอร์จะทำการลงคะแนนต่อความถูกต้องของธุรกรรม โดยต้องผ่านความเห็นชอบหลายรอบเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับความเห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ และหากธุรกรรมได้รับคะแนนโหวต "YES" ถึงขั้นต่ำ ธุรกรรมนั้นก็ได้จะรวมอยู่ในการบันทึกถัดไป
กลไกนี้ช่วยให้ XRPL บรรลุข้อตกลงทั่วทั้งเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง และแตกต่างจากวิธีการของ Proof-of-Work (PoW) หรือ Proof-of-Stake (PoS) ทำให้เร็วขึ้นและประหยัดพลังงานมากขึ้น
โทเค็นโนมิกส์ของ XRP
XRP มีทั้งหมด 100,000,000,000 XRP ถูกสร้างขึ้นในคราวเดียว โดยตอนนี้มี Circulating Supply อยู่ที่ 55,430,475,754 ล้าน XRP แล้วทำไมถึงมีแค่นี้ นั่นก็เพราะในตอนที่สร้างนั้น Ripple ตัดสินใจที่จะล็อคโทเค็น XRP เหล่านั้นไว้ในบัญชีเอสโครว์เพื่อควบคุมการปล่อยโทเค็นออกสู่ตลาด โดยในทุก ๆ เดือน จะมีส่วนหนึ่งของโทเค็นในเอสโครว์เหล่านี้ถูกปล่อยออกมา และโทเค็นที่ไม่ได้ใช้ก็จะถูกส่งกลับไปยังเอสโครว์ตามเดิม
แม้ว่าตอนนี้คดีความของ Ripple ยังไม่สิ้นสุด ทำให้มันยังคงเป็นอุปสรรคที่สำคัญอยู่ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของคดีนี้จะมีผลกระทบต่อกฎระเบียบของตลาด Crypto ในวงกว้าง และอาจเป็นตัวกำหนดรูปแบบการดำเนินการด้านกฎระเบียบกับบริษัท Crypto ในอนาคตอีกด้วย และหากผลของคดีเข้าทาง Ripple … อนาคตของ XRP และ Crypto อื่น ๆ จะน่าสนใจอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ XRP ยังได้รับการยอมรับจากนักลงทุนและสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยมีการนำไปใช้งานจริงในธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเติบโต
ในด้านราคานั้น XRP เคยทำสถิติสูงสุดที่ 3.40 ดอลล่าร์ เมื่อกว่า 6 ปีที่แล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยกลับไปใกล้เคียงได้อีกเลย